|
|
|
โดย กัญญาภัค แมคมานัส มันอาจเป็น "ตำราชีวิต" ที่มีคุณค่ายิ่งและยิ่งใหญ่ต่อชีวิตข้าพเจ้า ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ที่เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ชีวิตของคนเรานั้นมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับชีวิตของแต่ละคน
ที่มีรูปแบบของชีวิตแตกต่างกันไปซึ่งแต่ละคนจะมีทั้งทุกข์และสุขประกอบกันไปกับการดำเนินชีวิต
ไม่มีใครที่จะมีสุขหรือทุกข์อย่างเดียว
แต่คนเรานั้นส่วนใหญ่มักดิ้นรนเพื่อต้องการที่จะนำความสุขให้แก่ตนเอง
โดยที่ไม่รู้เลยว่าขณะที่กำลังดิ้นรนหาความสุขอยู่นั้นเป็นช่วงที่ความทุกข์กำลังเข้ามากล้ำกลายด้วยเช่นกัน
แต่ในเรื่องที่ข้าพเจ้าจะกล่าวนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าเองซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่มีความพลิกผลันของชีวิตที่สุด
เพราะเป็นช่วงของระหว่างความเป็นความตายเท่ากัน
แต่ข้าพเจ้าก็สามารถผ่านช่วงนั้นมาได้อย่างปลอดภัย
และสามารถดำรงชีวิตอย่างคนปกติมาจนทุกวันนี้
ซึ่งไม่อาจจะชี้แจงรายละเอียดได้มากมายนักข้าพเจ้าขอนำเสนอเพียงพอที่จะปรากฏเป็นตัวหนังสือได้เท่านั้น
ข้าพเจ้าออกจากห้องไอ.ซี.ยู. ท่ามกลางกำลังใจของคุณแม่และพี่สาวพร้อมด้วยพยาบาล
เพราะหมอบอกว่า "ถ้าผ่านคืนนี้ไปได้ก็พ้นขีดอันตราย" และข้าพเจ้าก็ผ่านคืนนั้นมาได้แต่ยังต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลและขณะนั้นพี่สาวข้าพเจ้าอยู่ในระหว่างช่วงสอบเอ็นทรานซ์ผลปรากฎว่าพี่สาวสอบไม่ติด
ข้าพเจ้าบอกแม่ว่า "แม่..แม่ อย่าไปว่าพี่เจี๊ยบเขาเลยนะ"
(ทั้งที่ตัวเองยังนอนซมอยู่บนเตียง) ในใจแม่ตอนนั้นก็คือลูกสาวคนนึงไม่มีที่เรียนและลูกสาวคนนึงนอนป่วยอยู่บนเตียงแล้วแม่ก็ตัวคนเดียว
แม่จึงให้พี่สาวพยายามใหม่อีกครั้งในปีเดียวกัน และก็ต้องยินดีด้วยที่พี่สาวข้าพเจ้าสามารถสอบติดวิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย
ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ในที่สุด มีวันหนึ่งข้าพเจ้า "ชัก" แม่ตกใจมากด้วยความตกใจแม่จึงนำนิ้วโป้งของแม่
ใส่เข้าปากข้าพเจ้าเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ากัดลิ้นตัวเอง
พร้อมทั้งบอกให้พี่สาวข้าพเจ้ากดกริ่งเรียกพยาบาล
ตอนนั้นมีพยาบาลเข้ามาเต็มห้องตามด้วยหมอ หมอดุแม่ว่า
"ทีหลังอย่าเอานิ้วคุณใส่ปากเข้าไปนะ
ถ้านิ้วคุณขาดไปลูกคุณไม่รู้สึกตัวหรอกให้นำผ้าใส่แทน"
แม่เจ็บมากกับการที่ลูกกัดนิ้วแม่ไปโดยไม่รู้ตัว
และอาการชักครั้งนี้ไม่ใช่เพียงครั้งเดียวจึงส่งผลให้ประสาทส่วนการพูดของข้าพเจ้าเสียไปแต่เวลานี้การพูดนั้นก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากที่ข้าพเจ้ารู้สึกตัวช่วงนั้นโรงเรียนเปิดเรียนได้ประมาณ 1 เดือน
และร่างกายยังไม่แข็งแรงเดินไม่ได้เพราะนอนมานาน
ข้าพเจ้าจึงต้องพักการเรียนและทำกายภาพอยู่เป็นเวลานานพอสมควร
ซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของหมอตลอดรวมระยะเวลาประมาณ 4 เดือน
จนกระทั่งหมออนุญาตให้กลับบ้านแต่ต้องมาพบหมอตามนัดทุกครั้ง
ข้าพเจ้าอยู่บ้านจนกระทั่งเปิดภาคเรียนที่ 1 ใหม่อีกครั้ง
เพื่อนของข้าพเจ้าขึ้นชั้น ม.4 กันหมดแล้ว
ด้วยความที่เป็นเด็กรักเรียนข้าพเจ้ารู้สึกอยากเรียนหนังสือมากหมอก็เห็นด้วยเพราะเชื่อว่าเป็นการรักษาผู้ป่วยทางด้านจิตใจอีกทางหนึ่ง
ข้าพเจ้าเข้ามาเรียนต่อชั้น ม.3
โดยที่ต้องพบกับเพื่อนใหม่ปรากฏว่าเรียนยังไม่ถึงครึ่งวันก็ทนไม่ได้ต่อสภาพแวดล้อมหลายอย่างสำหรับผู้ที่เพิ่งมีอาการดีขึ้นอย่างข้าพเจ้า
อาจารย์ฝ่ายปกครองจึงแนะนำให้ข้าพเจ้าไปเรียนเทียบโอน ชั้น ม.3
จากศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน ชลบุรี
จึงทำให้ข้าพเจ้าต้องลาออกจากโรงเรียนที่เพิ่งเข้ามาเรียนได้เพียง 2 ปีเท่านั้น
ความรู้สึกที่ว่า "กว่าจะสอบเข้ามานั้นลำบากมากหากเทียบกับเวลารอให้ผู้อำนวยการเซ็นอนุมัติการลาออกเป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อย" ย่อมเกิดขึ้นในใจ แต่ข้าพเจ้าคิดว่าอาจารย์ได้แนะทางที่ถูกให้ข้าพเจ้าแล้วและตรงกับที่หมอกำหนดไว้คือ 2 ปี ปัจจุบันอาการของโรคสงบลงข้าพเจ้าจึงมาเรียนหนังสือได้ตามปกติ และด้วยความมีมานะพยายามของข้าพเจ้าจึงทำให้ข้าพเจ้าได้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนชลกันยานุกูลอีกครั้งหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าผ่านการสอบคัดเลือกเข้าเรียนชั้น ม.4 ได้ ซึ่งมีอาจารย์หลายท่านสนับสนุนและช่วยเหลือเกี่ยวกับการสัมภาษณ์อยู่บ้างแต่ข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่อาจารย์พึงกระทำอยู่ ตราบจนกระทั่งข้าพเจ้าเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยบูรพาด้วยความสามารถของข้าพเจ้าเองโดยการสอบผ่านการคัดเลือกโควต้าภาคตะวันออกได้ในคณะศึกษาศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีทางการศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา และสามารถจบการศึกษาระดับปริญญาตรี วุฒิการศึกษาบัณฑิตในปี 2545 ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.10 แม้ว่ามันอาจจะดูธรรมดาสำหรับบางคนแต่ข้าพเจ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยได้รับการอักเสบทางสมองมาอย่างข้าพเจ้า ทั้งนี้เพราะสถาบันไม่ได้เป็นตัวกำหนดผู้เรียนซึ่งอาจจะตรงกับความคิดของใครอีกหลายคนหรือบางคนก็ตามแต่นี่ก็ไม่ใช่การอวดอ้างแต่อย่างใด เพียงเพื่อต้องการให้ทุกคนที่ท้อแท้อยู่นั้นก้าวต่อไป และข้าพเจ้ารู้เสมอว่าชีวิตยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้แน่ และยังมีอุปสรรคอีกมากมายนักที่รออยู่ ถึงอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าขอสู้อุปสรรคข้างหน้าต่อไปด้วยกำลังใจที่มีในตัวเองและที่ได้รับจากทุกคน
ชีวิตของคนเรานั้นจะต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย
แต่อุปสรรคเหล่านั้นล้วนเป็นบทเรียนให้คนเรามีบทบาทในการดำเนินชีวิตต่อไป หลายคนอาจมองว่าถ้าครั้งแรกได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเรื่องราวเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้น..ใช่
เรื่องราวนี้ไม่เกิดขึ้นแน่แต่ไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์ภายหน้าจะเป็นอย่างไรเพราะแม่ความรู้ก็น้อยเพียงชั้น
ม.3 แต่ปัจจุบันแม่จบ ม.6 จากศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนและสามารถส่งเสียพี่สาวจนจบปริญญาตรีเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี
ณ ศรีราชา และข้าพเจ้าจบปริญญาตรีตามที่กล่าวในข้างต้น จนกระทั่ง ณ ปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัท
บางครั้งเงินจึงต้องเก็บไว้ใช้ในเวลาจำเป็น ในเหตุการณ์ของข้าพเจ้า แม่บอกว่า
"พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาชีวิต" ตามคำของพระพุทธศาสนาทั้งนี้เพราะแม่ต้องยอมแลกอสังหาริมทรัพย์ให้ได้มาเป็นเงินเพื่อรักษาลูกคนนี้
ข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจในตัวแม่มากที่สามารถช่วยให้ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่รอดจนถึงทุกวันนี้
ถึงแม้ว่าแม่จะไม่ได้ทำการรักษาแต่แม่จัดการเรื่องค่าใช้จ่ายที่จัดว่าไม่น้อยทีเดียวในการรักษาข้าพเจ้า
และยังเป็นกำลังใจให้กับลูกๆ เสมอมา
ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าเป็นยาสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของชีวิต
ความรู้สึกรักแม่คงไม่มีวันลดน้อยลงแต่มันจะเพิ่มขึ้นทุกวันๆ
และข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแม่จะยังคงอยู่ให้กำลังใจ ความรัก
และทุกสิ่งทุกอย่างต่อข้าพเจ้าไปนานๆ นานเท่าที่จะนานได้
ทั้งที่ข้าพเจ้ารู้ว่าแม่จะไม่ได้อยู่กับข้าพเจ้าตลอดไป
เพราะมันเป็นสัจธรรมของชีวิตที่ทุกคนทราบกันดี
ข้าพเจ้าขอใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ให้คุ้มค่าที่สุดสำหรับการตอบแทนพระคุณของแม่
ก่อนที่สัจธรรมแห่งชีวิตจะพรากไป Life go on! หมายเหตุ : **ถ้าตัวร้อนมีไข้สูงมากๆ แล้วชักให้นำผ้าหนาๆ ใส่เข้าปากผู้ป่วยเพื่อไม่ให้กัดลิ้นตัวเอง ลิ้นอาจขาดได้ค่ะ ฉะนั้นอย่าปล่อยให้มีไข้สูง **ถ้าเวลานอนนานๆ ให้เอาหมอนไปดันไว้ที่ปลายเท้าให้ตั้งฉากตลอด อย่าให้ปลายเท้าตก เพราะปกติคนนอนปลายเท้าจะตก เพราะถ้าปลายเท้าตก ต่อไปจะเดินไม่ได้ |
Design by Kanyapak McManus : CSJOY.COM ![]()
![]()
![]()
INBOX TO CSJOY.COM
![]()
![]()
![]()
![]()
Copyright(c) by
CSJOY.COM, All rights reserved.
Identification Number of DBD Thailand 0207314801370